เมนู
โปรโมชั่น

ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์

ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ ให้บริการด้านอาชีวอนามัยแบบครบวงจร (Occupational Health Service) ตามสถานประกอบการต่างๆ เช่น สำรวจโรงงาน ออกแบบการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง ตรวจพื้นที่อับอากาศ ตรวจพื้นที่สูง ตรวจก่อนเริ่มงาน หลังกลับเข้าทำงาน เป็นต้น โดยมีห้องปฎิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐาน LA , รถ X-Ray ระบบดิจิตอล , รถตรวจหูเคลื่อนที่ พร้อมแพทย์ผู้เชียวชาญให้คำปรึกษาด้านอาชีวเวชศาสตร์

Aa3

Img 7715 Copy

ศูนย์ตรวจสุขภาพอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์  มีความพร้อมของทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ มีรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ระบบคอมพิวเตอร์ (Digital) ที่ทันสมัย  พร้อม ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยห้องปฏิบัติการที่มีการตรวจวิเคราะห์  เพื่อประมวลและแสดงผลอย่างถูกต้อง  แม่นยำ  ผ่านการรับรองจากสภาเทคนิคการแพทย์

  • คลินิคอาชีวเวชศาสตร์
  • Mobile Check Up
  • สำรวจโรงงาน  ( Walk to Survey )

Con78 4

Screenshot 2567 05 21 at 14.00.20

 

88/8-9 ถนนเทพารักษ์ กม. 14.5 ตำบลบางปลา อำเภอบางปลี จ.สมุทรปราการ 10540

จันทร์ - อาทิตย์ 8.00 – 17.00 น.

020332900
ต่อ 3334/ 3347

  • 0 2033 2900
    ต่อ 3332, 3346

  • จันทร์ - อาทิตย์:
    07:00 - 19:00 น.

  • ผมจะไปทำงานทั้งที่อับอากาศและที่สูง ต้องตรวจอะไรบ้างครับ

    รายการตรวจทำงานที่อับอากาศ Link Program ตรวจทำงานที่อับอากาศ
    * รายการตรวจทำงานที่สูง Link Program ตรวจทำงานที่สูง
    * หากลูกค้าต้องการใช้ใบรับรองแพทย์ชุดเดียวเพื่อทำงานทั้งที่อับอากาศและที่สูง กรุณาติดต่อ 02-0332900 ต่อ 3334, 3347แผนกศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ค่ะ

  • เปิดทุกวันไหมครับ

    ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ เปิดให้บริการทุกวันค่ะ แต่หากท่านต้องพบแพทย์อาชีวเวชศาสตร์เพื่อตรวจปัจจัยเสี่ยง ตรวจทำงานบนที่สูง หรือตรวจทำงานในที่อับอากาศ หรือเงื่อนไขการตรวจสุขภาพของบริษัทท่านต้องตรวจกับแพทย์อาชีวเวชศาสตร์เท่านั้น กรุณาติดต่อสอบถามที่ 02-0332900 ก่อนวันมาตรวจนะคะ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบตารางออกตรวจของแพทย์ให้อีกทีค่ะ

  • ผมต้องเตรียมตัวพิเศษอะไรบ้างครับ ผมจะไปตรวจทำงานที่อับอากาศ

    สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อเข้าทำงานที่อับอากาศ มีดังนี้ค่ะ
    * งดเครื่องดื่มและอาหาร8-12 ชั่วโมงก่อนมา
    * นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง
    * หากมีโรคประจำตัว ต้องแจ้งทุกครั้ง ห้ามปกปิด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง เช่น โรคลมชัก โรคหอบหืด เพื่อเจ้าหน้าที่และแพทย์จะได้ซักประวัติการรักษาเพิ่มเติม
    * ท่านที่มีโรคความดันโลหิตสูง สามารถรับประทานยาลดความดันได้ตามปกติ ดื่มน้ำ 30 ซีซี เฉพาะแค่รับประทานยา
    * งดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ

  • จะเข้าไปตรวจร่างกายเพื่อต่อใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ต้องนัดหมายไหมครับ

    ไม่ต้องนัดหมายค่ะ โดยลูกค้าสามารถมารับบริการได้ทุกวัน เวลา8.00 – 16.00 น. ค่ะ

  • หนูจะไปตรวจสุขภาพเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ตรวจที่แผนกนี้ไหมคะ และต้องทำยังไงบ้างคะ

    เบื้องต้นลูกค้าดูเงื่อนไขของทางมหาวิทยาลัยต้นสังกัดว่า ต้องตรวจที่รพ.ของรัฐบาล หรือสามารถตรวจที่รพ.เอกชนได้หรือไม่ก่อนนะคะ ถ้าสามารถตรวจที่รพ.เอกชนได้ ให้ลูกค้าติดต่อมาที่ 02-0332900 ต่อ 3334, 3347แผนกศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ เพื่อตรวจสอบรายการตรวจต่างๆค่ะ

  • ต้องการใบเสนอราคาตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานค่ะ

    กรุณาติดต่อมาได้เลยค่ะที่ 02-0332900 ต่อ 3332, 3346, 5077 (ฝ่ายขาย) ขอบคุณค่ะ

  • มีเพื่อนต่างชาติจะตรวจต่อใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยค่ะ ต้องนัดหมายไหมคะ

    ไม่ต้องนัดหมายค่ะ สามารถเข้ามาได้ทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 8.00 น. แต่ไม่ควรเกิน 15.30 น. เนื่องจากระยะเวลารอคอยผลตรวจประมาณ 45 นาที - 1ชั่วโมงค่ะ

  • เพื่อนร่วมงานผมป่วยเป็นวัณโรค ผมจะต้องทำอย่างไรครับ

    เบื่องต้น แนะนำลูกค้าสังเกตว่าตัวเองมีอาการดังนี้หรือไม่
    - ไอเรื้อรังนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป หรือไอมีเลือดปน
    - น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
    - มีไข้ (มักมีอาการตอนบ่าย เย็น หรือตอนกลางคืน)
    - เจ็บหน้าอก หายใจขัด
    หากมีอาการดังนี้ รีบติดต่อเข้ารับการตรวจรักษาตามสิทธิ์การรักษาหรือสวัสดิการของท่านค่ะ หรือหากลูกค้าไม่สบายใจ แนะนำพบอายุรแพทย์เพื่อเอ็กซเรย์ปอด และรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวเพิ่มเติมค่ะ

  • ดิฉันต้องเข้ารับการตรวจปัสสาวะ เพื่อหาสารเบนซีน โทลูอิน และสารหนู ดิฉันต้องปฏิบัติตัวยังไงคะ

    กรณีตรวจหาสารเบนซีนและโทลูอีน(Benzene & Toluene)
    - งดการสัมผัสควันไฟ การปิ้งย่างอาหารอย่างน้อย 7 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
    - งดรับประทานอาหารที่มีสารกันบูด อย่างน้อย 7 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ

    กรณีตรวจหาสารหนู(Arsenic)
    - หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทะเล สาหร่าย สมุนไพรอย่างน้อย 7 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ
    - หลีกเลี่ยงดื่มน้ำชาที่ต้มจากใบชาอย่างน้อย 7 วัน ก่อนการเก็บปัสสาวะ

  • ที่รพ.รับตรวจสุขภาพก่อนบวชไหมครับ ตรวจอะไรบ้างครับ

    รับตรวจค่ะ แต่เงื่อนไขรายการตรวจขึ้นอยู่กับทางวัดที่ลูกค้าจะไปบวชนะคะ เพราะบางวัดก็ตรวจสุขภาพทั่วไปโดยแพทย์ บางวัดต้องตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ, ตรวจหาเชื้อ HIV เป็นต้น

สอบถามเพิ่มเติม

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

บทความสุขภาพ

ทำไมผู้สูงอายุจะเป็นต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

คำถามที่พบบ่อย Q/A

หน่วย Mobile checkup

ความดันโลหิต

ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนรับการตรวจสุขภาพ หากอดนอนจะทำให้ ผลการตรวจผิดปกติ โดยเฉพาะความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย (ค่าปกติของระดับความดันโลหิต คือ <=140/<=90 mmHg)

ประโยชน์ของการวัดความดันโลหิต

ภาวะความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการบ่งบอก ผู้ป่วยอาจไม่เคยรู้ตัวจนกระทั่งได้รับการตรวจ ความดันโลหิตเบื้องต้น การตรวจพบภาวะความดันโลหิตสูงและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง รวมถึงโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตาได้

การเตรียมความพร้อม

  1. การวัดความดันโลหิตด้วยตนเองอาจต้องทำในที่เงียบ ๆ หากจำเป็นต้องฟังเสียงหัวใจด้วย
  2. ควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อน เพราะการปวดปัสสาวะอาจส่งผลต่อค่าระดับความดันโลหิต
  3. หากมีการสูบบุหรี่หรือการดื่มกาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนควรนั่งพักก่อนวัดความดันอย่างน้อย
    30 นาที
  4. พับแขนเสื้อขึ้น หากสวมเสื้อคลุมแขนยาวควรถอดออกก่อน
  5. นั่งพักบนเก้าอี้ก่อนวัดความดัน 5-10 นาที หลังพิงพนักเก้าอี้ วางฝ่ามือและแขนแนบกับโต๊ะ โดยไม่ต้องกำมือ และให้เท้าสองข้างวางราบกับพื้น

 

เจาะเลือด

      การตรวจเลือด สำคัญและจำเป็นในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะการตรวจเลือด เพื่อหาโรคติดต่อ เช่น โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส โรคเบาหวาน เป็นต้น การตรวจเลือด ทำให้เราได้ป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที โดยเฉพาะโรคแฝงที่ไม่ได้แสดงอาการในระยะแรก เราจึงควรได้รับการตรวจเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
เพราะการตรวจเลือดนั้นช่วยให้ทราบสาเหตุการเกิดโรคต่าง ๆ ได้  เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC), การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (FBS), การตรวจหาระดับไขมัน, การตรวจการทำงานของตับ และการตรวจการทำงานของไต ดังนี้


      1. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC)

ประโยชน์ของการตรวจความสมบูรณ์ของเลือด

  1. ใช้เพื่อประกอบการวินิจฉัยภาวะโลหิตจางแบบต่าง ๆ
  2. ใช้ตรวจความผิดปกติหรือความบกพร่องใด ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปร่าง ขนาด และจำนวนของเซลล์เม็ดเลือด เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) การตรวจหา CBC ย่อมทำให้ทราบก่อนวิธีอื่น
  3. ใช้ตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เม็ดเลือดในกรณีที่ได้รับสารกัมมันตรังสี
  4. ใช้ติดตามการรักษาในกรณีร่างกายได้รับยาเช่น เคมีบำบัด (chemotherapy)
  5. เพื่อสรุปว่าเซลล์เม็ดเลือดอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความปกติของร่างกายได้ส่วนหนึ่ง


    2. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar หรือ FBS)

การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาค่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังการงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (แต่ดื่มน้ำเปล่าได้) ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลบ่งชี้ปริมาณของกลูโคสในกระแสเลือด ณ ขณะนั้นอยู่ในระดับปกติ ต่ำกว่าปกติ หรือสูงกว่าปกติ การตรวจนี้จึงเป็นการตรวจที่ช่วยคัดกรองและวินิจฉัยผู้ที่มีอาการแสดงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ (ค่าปกติ = 70-110 mg/dl)

ประโยชน์ของการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

  1. เพื่อใช้ในการคัดกรองและวินิจฉัยผู้ที่มีอาการแสดงหรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
  2. เพื่อใช้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อประเมินผลการรักษา
  3. เพื่อตรวจป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไปในผู้ป่วยเบาหวาน
  4. การตรวจหาระดับไขมันในเลือด

การตรวจเพื่อให้ทราบค่าของระดับไขมันทุกตัวในกระแสเลือด เพราะการได้ทราบค่าระดับไขมันที่ผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งการตรวจจะประกอบไปด้วยการวัดค่าระดับไขมัน Total cholesterol, Triglycerides, HDL และ LDL

ประโยชน์ของการตรวจวัดไขมันชนิดต่าง ๆ

  1. Total cholesterol เพื่อให้ทราบว่าสารคล้ายไขมัน (คอเลสเตอรอล) ซึ่งไหลเวียนอยู่ในเลือดว่ามีบทบาทในการมีส่วนร่วมทำให้หลอดเลือดอุดตันทั้งที่หัวใจ สมอง และที่อื่น ๆ ของร่างกาย และมีค่าอยู่ในระดับต่ำหรือสูงกว่าเกณฑ์ปกติหรือไม่ (ค่าปกติ = 140-220 mg/dl)
  2. Triglycerides เพื่อให้ทราบว่าไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นไขมันที่แท้จริงในกระแสเลือดนั้นมีค่าอยู่ในระดับใดโดยระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติ ต้องลดน้ำหนักร่างกาย เลือกรับประทานอาหารไขมันดี และหลีกเลี่ยงไขมันเลว หรือต้องลดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ (ค่าปกติ = <150 mg/dl)
  3. HDL เพื่อให้ทราบค่าคอเลสเตอรอลชนิดดีว่ามีค่ามากหรือน้อยเพียงใด (ค่าปกติ = >35 mg/dl)
  4. LDL เพื่อให้ทราบค่าคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีนั้นว่ามีค่ามากหรือน้อยเพียงใด (ค่าปกติ = <100 mg/dl)

     4. การตรวจการทำงานของตับ

            การตรวจทางเคมีคลินิกในเลือดภายในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานะของตับของผู้รับการตรวจ โดยการตรวจการทำงานของตับมาตรฐานมักจะประกอบไปด้วย การตรวจ Albumin, Total bilirubin,  AST (SGOT),  ALT (SGPT) และ ALP (Alkaline phosphatase) ดังนี้

  1. Albumin คือ การตรวจเพื่อให้ทราบค่าโปรตีนในกระแสเลือดชนิดอัลบูมินว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่
    ช่วยบ่งชี้ว่ามีโรคตับหรือโรคไตในร่างกาย (ค่าปกติ = 3.8-5.0 g/dl)
  2. Total bilirubin คือ การตรวจเพื่อให้ทราบค่าบิลิรูบินทั้งหมดมีค่าสูงหรือต่ำกว่าค่าปกติเพียงใด ซึ่งค่าที่ผิดปกติเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการเกิดโรคของตับ รวมทั้งอวัยวะอื่น ๆ (ค่าปกติ = 0.5-1.5 mg/dl)
  3. AST (SGOT) คือ การตรวจสุขภาพของตับในขณะนั้น ตรวจยืนยันข้อสงสัยโรคตับ หรือตรวจเพื่อติดตามการรักษาหากเกิดโรคตับ หรือมีการรักษาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว (ค่าปกติ = 0-40 U/L)
  4. ALT (SGPT) คือ ตรวจในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ เพื่อเฝ้าระวังความเสียหายที่เกิดขึ้น
    ต่อตับ หรือการตรวจระดับโรคตับในขณะนั้น (ค่าปกติ = 0-40 U/L)
  5. ALP (Alkaline phosphatase) คือ การตรวจช่วยให้ทราบภาวะความผิดปกติของตับและกระดูก
    โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับท่อน้ำดี รวมทั้งเป็นสารบ่งชี้มะเร็งด้วย (ค่าปกติ = 40-129 U/L)

      5. การตรวจการทำงานของไต

        การตรวจดูสมรรถภาพการทำงานของไตได้จากการตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะ เพื่อดูความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือดของไต จะประกอบไปด้วยการตรวจ BUN และ Creatinine ดังนี้

  1. BUN คือ การตรวจเมื่อแพทย์สงสัยว่าเป็นโรคไต เพื่อดูการทำงานของไตหากเป็นอยู่ก่อนแล้วว่าไตฟื้นตัวได้ดีเพียงใด และตรวจสอบอาการขาดน้ำ (Dehydration) (ค่าปกติ = 5-20 mg/dl)
  2. Creatinine คือ การตรวจเพื่อเป็นข้อมูลในการบ่งชี้เบื้องต้นของอาการร้ายแรงที่เกิดขึ้นต่อไต และตรวจเพื่อให้ทราบถึงการทำหน้าที่ของไต หรือกลั่นกรองในผู้ป่วยที่ได้รับยาว่าไตเสียหายมากน้อยเพียงใด (ค่าปกติ = 0.5-1.5 mg/dl)

ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus หรือ HBV)

       ไวรัสตับอักเสบบีเป็นไวรัสชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นไวรัสที่มีความรุนแรงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุ
ที่นำไปสู่อาการตับแข็ง เกิดเป็นแผลถาวรที่ตับ กลายเป็นตับวายและโรคมะเร็งตับในที่สุด ไวรัสตับอักเสบบีเป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางเลือด สารคัดหลั่ง การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์ และสามารถติดต่อ
จากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ ในบางกรณีเชื้ออาจจะอยู่นิ่งเป็นปีๆ โดยผู้ที่มีเชื้อไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วในเซลล์ตับ ซึ่งหากตรวจพบแต่เนิ่น ๆ จะทำให้ได้รับการรักษาที่เร็วขึ้นและลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น


การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B surface Antigen หรือ HBsAg)

     เป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี HBV จะพบโปรตีนนี้ในปริมาณที่ค่อนสูงสูงในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน หรือเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง การพบโปรตีนนี้จะบ่งบอกว่าผู้นั้นยังสามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้

 

การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B surface antibody หรือ anti-HBs)

   การตรวจพบภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ร่างกายสร้างภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งแสดงว่าร่างกายเริ่มจะหายจากโรคตับอักเสบ การพบภูมิต่อไวรัสตับอักเสบ บี ยังพบได้ในผู้ป่วยที่ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  (Electrocardiogram  หรือ EKG)

     การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ EKG หรือ (Electrocardiogram) คือการตรวจความสมบูรณ์ของการทำงานไฟฟ้าหัวใจ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ ที่อาจจะเกิดขึ้น หรือได้เกิดขึ้นไปแล้ว ซึ่งการตรวจหัวใจแบบ EKG นั้นสามารถนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ที่มีผลต่อหัวใจได้ เช่น โรคหัวใจ เพราะมีผลกระทบ
ต่อการดำเนินชีวิตค่อนข้างมาก ดังนั้นการตรวจ EKG จึงเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานของหัวใจยังปกติ อีกทั้งขั้นตอนของการตรวจยังสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่จำเป็นต้องนั่งรอผลตรวจนาน

การตรวจปริมาณไขมันในร่างกาย (Body Fat)

    การทราบปริมาณไขมันในร่างกาย จะช่วยให้ตั้งเป้าหมายในการควบคุมน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น ทั้งปัจจัยต่างๆ การควบคุมอาหาร กิจกรรมในแต่ละวัน และการจัดโปรแกรมออกกำลังกายให้เหมาะสม โดยปกติ ควรจะวัดเปอร์เซนต์ไขมันเป็นระยะๆ ความถี่ สัปดาห์ละครั้ง หรือ เดือนละครั้ง เพื่อติดตามผลความคืบหน้าในการออกกำลังกาย และจัดโปรแกรมการรับประทานอาหารให้ได้ปริมาณพลังงานและไขมันที่เหมาะสม

88/8-9 ถนนเทพารักษ์ กม. 14.5 ตำบลบางปลา อำเภอบางปลี จ.สมุทรปราการ 10540

จันทร์ - อาทิตย์ 8.00 – 17.00 น.

020332900
ต่อ 3334/ 3347

  • 020332900
    ต่อ 3334/ 3347

  • 88/8-9 ถนนเทพารักษ์ กม. 14.5 ตำบลบางปลา อำเภอบางปลี จ.สมุทรปราการ 10540

  • จันทร์ - อาทิตย์ 8.00 – 17.00 น.

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 อินเตอร์

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โทรหาเราได้ที่

โทรหาเราได้ที่

038-500-300

พร้อมบริการทุกวัน 24 ชม.

ส่งข้อความถึงเรา

หากท่านมีข้อคำถาม หรือติดต่อเจ้าหน้าที่

ที่อยู่โรงพยาบาล

185/1 หมู่ 1 ตำบลบางวัว
อำเภอบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทรา 24130